ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ภาวะหุ้นและทอง 9-2-2010

SETลงไป 10 จุด แล้วก็เด้งขึ้นมาเหลือแค่ 3 จุดออกอาการวิ่งเล่นซะอย่างนั้น สรุปสุดท้ายฝรั่งกับกองทุนขาย และProp.tradeซื้อ แถมยัง Short Future รวมกันประมาณ 2000 สัญญา ซึ่งเป็นอาการที่ไม่ดีนัก...... เพื่อให้เข้าใจในข้อมูลสรุปปริมาณซื้อ-ขาย จะขออธิบายเฉพาะการลงทุนของนักลงทุนในตลาดบ้านเราก่อนนะครับ

นักลงทุนใน ตลาดแบ่งเป็น 4ประเภท คือ ฝรั่ง,กองทุน,Prop.trade และรายย่อย คนที่ผมชอบให้ซื้อมากที่สุดก็คือ กองทุนเพราะโดยมากจะถือลงทุนยาวเนื่องจากมีกฏระเบียบในการซื้อขายมากมายทำให้การเคลื่อนไหวเงินทุนไม่อิสระเสรีหรือแคล่วคล่องว่องไวนัก รองลงมาคือฝรั่ง คนนี้สำคัญมากเพราะจะเป็นคนที่ให้ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศหากการซื้อขายของเขาอยู่ในฝั่งซื้อสุทธิ (ทั้งๆที่เราก็รู้ๆกันว่าเป็นฝรั่งหัวดำ,เนื่องจากมีข้อมูลรู้ดีรู้เร็วกว่านักลงทุนไทยซะอีก ) ส่วนคนที่ไม่อยากให้ซื้อเลยก็คือ Prop.trade เพราะรายนี้ถือสั้นมากๆอย่างนานไม่น่าเกิน 3 วัน และจะเป็นคนที่ออกตัวเร็วมากที่สุดเพราะต้นทุนค่าคอมฯแทบไม่มี หากวนั ไหน Prop.trade ซื้อหนักก็ให้ทราบไว้เลยว่าอาจมีการเทขายทำกำไรออกมามากเช่นกัน คือเป็นคนที่แสวงหากำไรระยะสั้น(สุดๆ) ส่วนนักลงทุนในประเทศหรือรายย่อยไม่ต้องอธิบายมากครับ 99% ซื้อตามอารมณ์ตลาด

ระยะนี้ตลาดออกอาการลงซ้ำซากมีเด้งขึ้นมาหลอกล่อให้เราเข้าไปซื้อบ้าง หากเราเห็นว่าราคาถูกแล้ว ระวังให้ดีจะได้เจอราคาที่ถูกกว่าในเวลาอันสั้น เพราะปัจจัยทางการเมืองไทยถือว่ามีความเสี่ยงสูงมากๆในช่วงเดือน กพ. เด้งขึ้นมามีหุ้นอยู่ก็น่าขาย หรือทำการ short against port เพื่อหลีกหนีความเสี่ยง ที่ Out of Prediction คือเป็นความเสี่ยงที่ยากเกินจะคาดเดา

ส่วนนักลงทุนระยะสั้น หรือ ฝั่ง TFEX อาจจะชอบก็ได้นะ เพราะตลาดมีความผันผวนแบบนี้ มีGapให้ทำกำไรได้ทั้งฝั่ง Long และ Short ส่วน GF โอกาสหน้าค่อยมาเล่านะครับ ตอนนี้มึนๆกับราคาทอง เพราะว่ามีข่าวสารที่เกี่ยวข้องมากเกินไปครับ -_-“

ปล.บทความภาวะตลาดหุ้นและทอง จัดทำและส่งทางE-mailเป็นประจำทุกเช้า และจะเผยแพร่ทางBlogอย่างเร็วหลังปิดตลาดภาคเช้า

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บัญญัติ 10 ประการ ของวิชาเศรษฐศาสตร์

แต่ละคนเลือกตัดสินใจกันอย่างไร  ? บทบัญญัติที่ 1 : แต่ละคนเผชิญภาวะ “ได้อย่าง-เสียอย่าง” (Tradeoffs) เสมอ There is no such thing as a free lunch การแลกกันระหว่าง “ประสิทธิภาพ” (Efficiency) และ “ความยุติธรรม” (Equity) การตระหนักรู้ในภาวะ “ได้อย่าง-เสียอย่าง” ก็มีความสำคัญเพราะคนสามารถมีการตัดสินใจที่ดีก็ต่อเมื่อทราบถึงทางเลือกต่าง ๆ ที่เขามีอยู่ บทบัญญัติที่ 2 : ต้นทุนของสิ่งหนึ่งคือสิ่งที่คุณยอมเสียไปเพื่อให้ได้ของสิ่งนั้นมา ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) คือ สิ่งที่คุณยอมสละไปเพื่อให้ได้มาซึ่งของสิ่งนั้น การตัดสินใจทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเรียนต่อหรือไม่ ผู้ตัดสินใจควรคำนึงถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจนั้น นักกีฬาที่อาจทำเงินได้เป็นล้าน ๆ หากออกจากโรงเรียนไปเป็นนักกีฬาอาชีพจะตระหนักดีว่าต้นทุนค่าเสียโอกาสในการเรียนต่อของเขาสูงมาก และไม่น่าแปลกใจที่เขาเหล่านั้นเลือกออกจากโรงเรียน เนื่องจาก ประโยชน์ที่ได้จากการเรียนน้อยกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้น บทบัญญัติที่ 3 : คนที่มีเหตุมีผลคิดแบบ “เพิ่มทีละหน่วย” (Margin) การเปลี่ยนแปลงแบบเพิ่มทีละหน่วย หรือ “Mar...

Carbon credit ,ไม่ใช่เรื่องใหม่ มาอ่าน เข้าใจกันง่ายๆดีกว่า

"ผลกำไรของเอกชน เป็นของเอกชนเจ้านั้นๆ แต่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นั่นเป็นของสังคมโดยรวม" การทำธุรกิจเพื่อหวังผลกำไร แต่การดำเนินงานนั้นอาจจะส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมเป็นผลลบสู่สังคม หรือทำให้สังคมขาดทุน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต  เช่น การผลิตรถยนต์นั้น ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการปล่อย Co2 ออกมาสู่ชั้นบรรยากาศโลกได้ จนทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก หรือเรียกว่า greenhouse effect  ....นี่เป็นต้นทุนทางสังคม Benefit-cost เราเรียกการทำให้สังคมเสียหายนี้ว่า Negative externalities แปลเป็นไทยแบบภาษาพูดง่ายๆ ก็คือ การประกอบธุรกิจเพื่อหวังผลกำไรของเอกชน(หรืออุตสาหกรรมต่างๆ) กำไรเป็นของเอกชน ซึ่งเป็นเรื่องภายในของคุณ แต่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของสังคมนั้นเสียหาย ซึ่งก่อผลกระทบสู่ภายนอก ในปี 2005 ภายหลังที่ บิล คลินตัน ออกมารณรงค์เรื่องโลกเขียว (รักษาสิ่งแวดล้อม) สถิติจากWorld Resources  ระบุว่า สหรัฐฯพี่ใหญ่เป็นคนปล่อยCo2สูงสุดปีละ 5.7 พันล้านตัน อันดับ 2 คือจีน 3.4 พันล้านตัน อันดับ 3 คือ รัสเซีย 1.5 พันล้านตัน ญี่ปุ่น 1.2 พันล้านตัน อังกฤษ 558 ล้านตัน ส่วนไทย 172 ล้านตัน...

สำหรับน้องๆที่กำลังจะเรียนจบ และ/หรือ กำลังเลือกงาน

สำหรับน้องๆที่กำลังจะเรียนจบ และ/หรือ กำลังเลือกงาน : คุณรู้หรือไม่ว่า มันสำคัญขนาดที่จะเปลี่ยนชีวิต แม้กระทั่งจิตวิญญาณคุณได้เลย ดังนั้น "คิดให้ดีๆ" หลายคนโชคดี มีผู้รู้แนะนำ งานที่เหมาะ ที่ใช่กับคุณ หลายคนไม่ได้โชคดี ไม่มีผู้รู้แนะนำ ต้องออกไปผจญภัยเอง จึงจะได้ข้อมูลมา (เช่นผมเอง) สิ่งที่ผมจะแนะนำให้อาจน่าเบื่อ นั่นคือ "เลือกด้วยใจ" ฟังแล้วมัน นามธรรมมาก โบราณมาก แต่เชื่อสิ มันดีที่สุด เลือกด้วยใจ ไม่ได้หมายความว่า เรียนการเงินมาต้องทำงานการเงิน เลือกด้วยใจ ไม่ได้หมายความว่าได้เงินเดือนเยอะที่สุดเท่าที่มีข้อเสนอเข้ามา เลือกด้วยใจ ไม่ได้หมายความว่า คนอื่นบอกว่าดี แต่หาก"เลือกด้วยใจ" คือ "ใช้ใจเลือก" ใช้ใจเลือก สิ่งที่คุณจะสามารถอยู่กับมันได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกเหนื่อยหน่าย ใช้ใจเลือก งานที่คุณเหนื่อยกับมันแล้วยิ่งสนุกมากขึ้น ยิ่งเจอปัญหาก็ยิ่งท้าทาย หากเจองานที่คุณเลือกด้วยใจและหากใช้ใจที่บริสุทธิ์เลือกมันจริงแล้ว งานมันก็จะออกมาดี เงินทองมากมายมันก็ไม่ไปไหนแน่นอน คุณ(น้องๆ)อาจเป็นผู้สร้างนวัตกรรมสักอย่างให้เกิดขึ้นบนโลกนี้อย่าง...